'แต่งงานช้า' แต่ 'หย่าร้างเยอะ'
'ทำงานมาก รายได้เพิ่ม' แต่ 'มีลูกน้อย'
วิถีชีวิตคนไทย ปี ๒๐๒๐
    ความสูงวัยของประชากรเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยภายในปี ๒๕๖๓ ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่า ๑๒ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๑๗ ของประชากร ขณะที่ระดับรายได้ยังเพิ่มสูงขึ้นโดยสัดส่วนของครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลางจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๓๐ ของประชากรทั้งหมด พฤติกรรมของประชากรก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จะมีการแต่งงานช้าลง การหย่าร้างมากขึ้น และบุตรจะย้ายออกจากบ้านพ่อแม่และพึ่งพิงตนเองมากขึ้น
    จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ พบ 'Micro Trend' ที่น่าสนใจ ทั้ง 'ผู้หญิงตัวคนเดียว' และ 'เจ้านายผู้หญิง' รวมถึงลักษณะครัวเรือนแบบใหม่ๆ ที่สำคัญยังพบว่า ประเทศไทยในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้า จะไม่มีจังหวะ 'น้ำขึ้น' ให้รีบตักอย่างเด่นชัด

๗๖ โครงการที่มาบตาพุด ยังลูกผีลูกคน
ชี้กระทบเศรษฐกิจ ๕๘,๐๐๐ ล้าน ทำ GDP หาย ๑.๓%
   นับตั้งแต่ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยสั่งให้ระงับ ๗๖ โครงการลงทุนที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จนกว่าจะได้ดำเนินการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) และประเมินผลกระทบสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) อย่างครบถ้วนเสียก่อนนั้น ซึ่งคาดกันว่า อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศคิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท
เป็นผู้สุจริต...ไม่ง่าย
   "...การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของประชาชน ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้ช่วยกันพยุงความยุติธรรม ความเรียบร้อยของประเทศ...ถ้าท่านทำตามที่ปฏิญาณตนด้วยความเคร่งครัด จะช่วยให้ประเทศชาติมีความเรียบร้อยได้อย่างแน่นอน...
    ผู้ตั้งใจทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่านอกจากความเรียบร้อยที่จะเกิดขึ้น ยังเป็นการแสดงว่ามีเจ้าหน้าที่ในประเทศที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน อย่างชัดเจน และตั้งใจที่จะรักษาเอาไว้ซึ่งความเรียบร้อยของประเทศ ทำให้ประชาชนทั่วไปมีความตั้งใจในตัวที่จะปฏิบัติงานของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริตเหมือนกัน
ฟังพระเล่ามา...ห้ามขำ
   ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูลวัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"
อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนังละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

สถาบันอาหารชี้ช่องขยายตลาดส่งออกสู่ญี่ปุ่น
แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว พัฒนาบรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก
   แม้มูลค่าการส่งออกอาหารไทยโดยรวมลดลงประมาณร้อยละ ๖ ในปีที่ผ่านมา แต่มูลค่าการส่งออกอาหารไปยังประเทศญี่ปุ่น ลดลงเพียงร้อยละ ๒ ทั้งที่ช่วงปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในภาวะถดถอยอย่างรุนแรง การนำเข้าสินค้าอาหารจากแหล่งนำเข้าที่สำคัญหลายประเทศลดลงอย่างมาก แต่การนำเข้าอาหารไทยมีมูลค่าลดลงไม่มากนัก สะท้อนให้เห็นความนิยมอาหารไทยของคนญี่ปุ่นที่ไม่เสื่อมถอยไปตามภาวะเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่น ถือเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับ ๑ ของไทย มีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๑๕ ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย แต่อาหารไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่มาก แค่เพียงร้อยละ ๖ จากมูลค่าการนำเข้าอาหารทั้งหมดของญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละปีญี่ปุ่นมีการนำเข้าอาหารสูงเป็นอันดับ ๓ ของโลก

อ่านอีคอนนิวส์ฉบับสมบูรณ์ ทั้งเนื้อหา ข้อมูลประกอบ พร้อมภาพ ได้จากฉบับพิมพ์บนแผงหนังสือชั้นนำหรือสมัครสมาชิก โทร. 0-2953-4502 - 6 หรือเลือกซื้อฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) -- Click!
ข้อความ บทความ และภาพ ใน 'www.econnews.org'  เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอีคอนนิวส์ จำกัด ติดต่อผู้จัดทำ econnews@econnews.org
ธนชาตควบรวมนครหลวงไทย
สู่แบงก์ใหญ่ อันดับ ๕ ที่ทั้ง 'สด เก๋า เก่ง'
   ในที่สุดธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ก็จ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อหุ้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ ๒ ธนาคารรวมกัน ยกระดับขึ้นเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ ๕ ของประเทศ มีสินทรัพย์ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สาขาสำนักงาน ๖๙๗ แห่ง เอทีเอ็มรวม ๒,๑๐๐ เครื่อง
    ในเบื้องต้นธนาคารธนชาตฯ ได้ขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สามารถถือหุ้นในสถาบันการเงิน ๒ แห่งไปก่อนจนกว่าการควบรวมกิจการจะเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นที่คาดกันว่า แนวทางการควบรวมน่าจะชัดเจนในปีหน้า ซึ่งนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารนครหลวงไทยฯ ระบุว่า เป็นการผสมผสานระหว่าง ๒ ธนาคารขนาดกลาง ที่ทำให้มีครบทั้งความสด ความเก๋า และความเก่งในด้านต่าง ๆ
ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อยอดเติมเต็มทางธุรกิจระหว่าง ๒ ธนาคาร สำหรับธนาคารนครหลวงไทยที่มีความโดดเด่นในธุรกิจเพื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบุคคล กำหนดให้เป็นปีที่จะใช้กลยุทธ์รุกเจาะกลุ่มเป้าหมายคนหนุ่มสาวเพื่อขยายฐานลูกค้า
กสิกรไทยพัฒนาดิจิทัลมีเดียใหญ่สุดในเอเชีย
ติดแอลซีดี ๔,๐๐๐ เครื่องช่วยสื่อความถึงลูกค้า
   กสิกรไทยรุกสร้างสมาร์ท มีเดีย เพิ่มศักยภาพการทำรีเทล แบงกิ้ง เตรียมติดแอลซีดี ๔,๐๐๐ เครื่องใน ๘๐๐ สาขา เป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุดในเอเชีย หวังเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารทั้งบริการ และการส่งเสริมการขายตรงถึงลูกค้าแต่ละสาขา มั่นใจช่วยลูกค้าตัดสินใจใช้บริการธนาคารเพิ่ม
โตเกียวมารีนศรีเมืองฯ เบี้ยรับลด ๔%
   ภาวะเศรษฐกิจกระทบผลประกอบปี ๒๕๕๒ ของโตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย ในเครือโตเกียว มารีน ตกลงร้อยละ ๔ ขณะที่ตลาดรวมโตร้อยละ ๓ เผยปี ๒๕๕๓ เดินหน้าสร้างฐานลูกค้าให้ขยายกว้างครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาระบบสินไหมรถยนต์ให้สะดวกคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

e-Mail (staff only)
จับตาการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ 'กรีซ'
   ในการเลือกตั้งทั่วไปของสาธารณรัฐเฮลเลนิก หรือกรีซ เมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ พรรค PASOK สามารถเอาชนะพรรค ND ได้ตามความคาดหมาย ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ ๔๓.๙๒ ได้ ส.ส. ๑๖๐ คน จาก ส.ส. ในสภาทั้งหมด ๓๐๐ คน ทำให้พรรค PASOK สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศ โดยนาย George Papandreou ดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควบคู่กัน ทั้งนี้ ทันทีที่เข้าบริหารประเทศ รัฐบาลชุดนี้ได้ปรับเปลี่ยนตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่นเพิ่มตัวเลขการขาดดุลงบประมาณจากที่รัฐบาลชุดเดิมระบุไว้ร้อยละ ๓.๗ ของ GDP เป็นร้อยละ ๑๒.๗ ของ GDP หรือเพิ่มขึ้นกว่า ๓ เท่า จนทำให้สภาพยุโรป (EU) ได้ตำหนิกรีซอย่างรุนแรง
    ผู้เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรปได้ตำหนิกรีซอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากความไม่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของกรีซเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ดูเหมือนว่า ข่าวคราวและความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของกรีซจะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ เริ่มจากสหภาพยุโรปพบว่า ที่ผ่านมากรีซไม่ได้ดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาสถานะทางการเงิน/การคลังของประเทศ ตามที่ระบุใน Stability and Growth Programme (S&GP)  ประจำปี ๒๕๕๒ ซึ่งหากกรีซยังคงละเลย สหภาพยุโรปจะใช้มาตรการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ
    จากนั้น Deutsche Bank ได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจกรีซอยู่ในภาวะวิกฤต กล่าวคือ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ ๓๕.๗ หรือ ๓ เท่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในสหภาพยุโรป ขาดดุลร้อยละ ๑๒.๗ ของ GDP มีหนี้สาธารณะสูงถึงร้อยละ ๑๓๕ ของ GDP และต้องกู้เงินเพื่อใช้จ่ายมากถึง ๔๗,๐๐๐ ล้านยูโรในปี ๒๕๕๓ ฯลฯ ดังนั้น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง กรีซอาจต้องขอรับความช่วยเหลือจาก IMF ในท้ายที่สุด