เศรษฐกิจโลกไร้สมดุล ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย


staff only
 
  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากเซ็ทเทรดดอทคอม
ห นั ง สื อ พิ ม พ์ อี ค อ น นิ ว ส์    สื่ อ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ สั ง ค ม 
 
หาซื้ออีคอนนิวส์ได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  หรือจากแผงหนังสือดิจิทัล True e-Book - - สมัครสมาชิก โทร. 0-2953-4502 - 6
 
 
 
 
 
 
 
อ่านเรื่องโดยละเอียดเกี่ยวกับพระราชพิธีเนื่องในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน
- พระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า
- มหาสมาคม
- จุดเทียนชัยถวายพระพร
- พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
- งานถวายพระกระยาหารค่ำแด่พระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศ
- กระบวนเรือพระราชพิธีฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พร้อมภาพประกอบจากฉบับจริงตามแผงหนังสือชั้นนำ หรือฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ที่ True E-book
หรือโทร. 0-2953-4502 - 6
ข้อความ บทความ และภาพ ใน 'www.econnews.org'  เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอีคอนนิวส์ จำกัด ติดต่อผู้จัดทำ econnews@econnews.org
ตั้งกระทู้/แสดงความคิดเห็นต่อข่าวต่างๆ  คลิ๊ก..กระดานข่าวอีคอนนิวส์
อ่านอีคอนนิวส์ฉบับสมบูรณ์
ทั้งเนื้อหา ข้อมูลประกอบ พร้อมภาพ ได้จากฉบับพิมพ์บนแผงหนังสือชั้นนำหรือสมัครสมาชิก โทร. 0-2953-4502 - 6 หรือเลือกซื้อฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ที่ True E-book
รายงานพิเศษ
เศรษฐกิจโลกไร้สมดุล ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย

คนแบงก์ชาติชี้เศรษฐกิจไทยพื้นฐานยังแน่น แม้ภาวะการชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีผลต่อการส่งออกไทยบ้าง แต่โดยภาพรวมไม่ได้ส่งต่อเศรษฐกิจและไทยและโลกมากเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจของเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดีย รวมทั้งสหภาพยุโรป ได้เข้ามาบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญอยู่ที่ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบมากกว่า ทำให้ภาวะเศรษฐกิจและการเงินจะมีความผันผวนเพิ่มขึ้น ความท้าทายอยู่ที่การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยในภาวะไม่สมดุลนี้เอง

Sub-prime ปัญหาระยะสั้น
       ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ผู้บริหารงานนโยบายเงินทุนและดุลการชำระเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการขยายตัวของจีน อินเดีย และยุโรป อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่ท้าทายต่อเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยระยะสั้น ได้แก่ ปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (Sub-prime) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรงตัวในระดับสูง และการดำเนินนโยบายการเงิน ส่วนระยะปานกลางและระยะยาว ได้แก่ ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก โดยมีประเทศที่ขาดดุลมากอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินโลก และปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
       "ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ผู้กู้ไม่มีหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระหนี้อย่าง Sub-prime ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มีสัดส่วนโดยประมาณร้อยละ ๑๔ ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดในสหรัฐฯ แต่มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงมากในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับลดมาตรฐานการปล่อยกู้ จนทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลงทุนที่มาจากการนำสินเชื่อที่อยู่อาศัยในตลาด Sub-prime มาเป็นหลักทรัพย์มีราคาลดลง สร้างความเสียหายต่อนักลงทุนและสภาพคล่องต่อสถาบันการเงินทั่วโลก"
       ความท้าทายในระยะสั้นจากปัญหา Sub-prime ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลก โดยตลาดหุ้นปรับลดลงในทุกประเทศ ตลาดตราสารหนี้อัตราผลตอบแทนลดลง การซื้อหลักประกันความเสี่ยงในตลาดเงินมีราคาแพงขึ้น ตามความเสี่ยงในหลักทรัพย์ที่สูงขึ้น ค่าเงินในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน เกิดการชะลอการกู้ยืมเงินจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำและค่าเงินอ่อน (unwind carry trade) จากความกังวลปัญหาสภาพคล่องในตลาด ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น
       สำหรับค่าเงินสหรัฐฯ อาจไม่อ่อนค่าลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจากเมื่อเกิดความตื่นตระหนกในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก จะมีเงินทุนส่วนหนึ่งไหลกลับเข้าไปเพื่อถือสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินหลักของโลกเอาไว้ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐฯ สามารถแข็งตัวได้เช่นกัน ขณะที่ภาคการส่งออกของประเทศต่าง ๆ ไปยังสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป
       ดร.ยรรยง กล่าวว่า ขณะที่มีแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังทรงตัวในระดับสูง แต่การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ มีแนวโน้มชะลอความเข้มงวดออกไปหรือมีความผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น เมื่อเกิดความผันผวนในตลาดเงิน ประเทศต่าง ๆ เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ได้ชะลอความเข้มงวดของนโยบายการเงินโดยการคงดอกเบี้ยนโยบายแทนที่การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น สำหรับประเทศไทยได้รับผลกระทบในทางอ้อมจากการส่งออกเท่านั้น ในส่วนสถาบันการเงินมีการลงทุนในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ Sub-prime ไม่มากจนถึงกับเกิดปัญหาสภาพคล่อง 

ชี้เศรษฐกิจโลกขาดสมดุล
       ดร.ยรรยง กล่าวถึงปัจจัยที่ท้าทายต่อเศรษฐกิจโลกในระยะปานกลางและระยะยาวว่า ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalances) ยังจะคงอยู่ต่อไป สาเหตุมาจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความร่ำรวย แต่ใช้จ่ายมากที่สุดและเป็นหนี้มากที่สุดเช่นกัน รวมทั้งมีการนำเงินทุนจำนวนมากออกจากสหรัฐฯ มาลงทุนในเอเชีย ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศต่าง ๆ
       การป้องกันความเสียหายจากความไม่สมดุลดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อลดการขาดดุลการคลังและเพิ่มการออมในสหรัฐฯ ส่วนสหภาพยุโรปและเอเชียต้องพยายามรักษาอัตราการเติบโตที่ดีเอาไว้ ขณะที่จีนต้องยอมปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
       "ปัญหา Sub-prime ส่งผลต่อสภาพคล่องในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนระยะปานกลางและระยะยาวสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกยังคงจะอยู่ในระดับสูง จากอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และการขยายตัวของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อมีสภาพคล่องสูง การลงทุนในตราสารหนี้ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังมีจำนวนมาก ทำให้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในอัตราที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม  ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกจะมีผลกระทบที่รุนแรงน้อยกว่าในอดีต เนื่องจากสัดส่วนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจากประเทศสหรัฐฯ ลดลง"