ปัญหากฎหมายภาษีที่ดินใหม่


         พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ ประกาศใช้มานาน ไม่ทันสมัย ไม่สร้างรายได้ให้ประเทศชาติตามที่ควรจะได้ ประการสำคัญ ยังเป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนมี (มาก) กับคนทั่วไป
    กฎหมายใหม่ของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งอัตราสูงสุดในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากคน ๓ กลุ่ม คือ (๑) กลุ่มเกษตรกรรมไม่เกินร้อยละ ๐.๒ (๒) กลุ่มที่พักอาศัยไม่เกินร้อยละ ๐.๕ และ (๓) กลุ่มพาณิชยกรรม/อุตสาหกรรมไม่เกินร้อยละ ๒
    เป้าหมายหลักคือการเก็บภาษีที่ดินซึ่งไม่ได้ทำประโยชน์ โดยให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) เก็บไม่เกินร้อยละ ๕ ของฐานภาษี
    ก่อนหน้านี้ เคยมีความพายามในการออกกฎหมายมาเก็บภาษีที่ดินกับเศรษฐีซึ่งถือครองไว้มากมาย แต่ไม่สำเร็จ เพราะอุปสรรคทางการเมือง ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด รวมทั้งยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเพียง 'ราคาคุย' แต่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช) ทำได้
    กระนั้น ร่างกฎหมายใหม่ที่เพิ่งผ่านการเห็นชอบหลักการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ กลับตั้งอัตราภาษีโรงเรือนซึ่งเป็นที่พักอาศัยหลักส่วนที่เกิน ๕๐ ล้านบาท เก็บร้อยละ ๐.๐๕ ถึงร้อยละ ๐.๑ ของฐานภาษี และเก็บภาษีบ้านหลังรองหรือหลังต่อไป ตั้งแต่ร้อยละ ๐.๐๓ ถึงร้อยละ ๐.๓ ของฐานภาษี ซึ่งดูเหมือนว่าก็ยังเกรงใจเศรษฐีอยู่ดี 
    ข้อเท็จจริง ตัวเลขที่พักอาศัยหลักมาจากการพิจารณาราคาที่ดินย่านซึ่งมีราคาสูง เช่น สีลม บางรัก เป็นต้น ที่ดินแถวนั้นราคาประเมินตารางวาละ ๑ ล้านบาท ประมาณการบ้าน ๑ หลัง ปลูกสร้างในย่านนี้บนพื้นที่เฉลี่ย ๕๐ ตารางวา จึงมีราคาประเมินที่ดินรวม ๕๐ ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังนำพื้นฐานนี้มาใช้ในกำหนดอัตราภาษีที่พักอาศัยหลัก แม้ค่าก่อสร้างบ้านบนพื้นที่ ๕๐ ตารางวา ในย่านสีลม อาจมีค่าใช้จ่ายจริงไม่ถึง ๑ ล้านบาท ก็ตาม
    รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังคาดหวังว่าร่างกฎหมายใหม่เมื่อผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาบังคับใช้ จะทำให้ อปท. มีรายได้จากภาษีโรงเรือน โดยเฉพาะที่ดินกว่า ๖๔,๐๐๐ ล้านบาท จากเดิมที่จัดเก็บได้แค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท - จริงหรือ
    เป็นคำถามที่ชวนให้หาคำตอบ เพราะจากนี้ไป จนกว่าร่างกฎหมายจะผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ และมีผลบังคับใช้ จะมีที่ดินจำนวนมหาศาลเกิดการเปลี่ยนมือ และที่ดินอีกจำนวนมหาศาลจะมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร อันจะทำให้การเสียภาษีเปลี่ยนจากที่ต้องจ่ายร้อยละ ๕ ลดลงมาเสียเพียงไม่เกินร้อยละ ๐.๒ แต่จะเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืนหรือไม่ - นี่คือปัญหา
    ถ้ารัฐบาลมีวัตถุประสงค์แต่เพียงว่ามีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ ก็บรรลุเป้าหมาย
    แต่ถ้ายังยึดเป้าหมายตามที่ได้ประกาศ คือต้องการเงินรายได้กว่า ๖๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วละก็ คงไปไม่ถึงดวงดาว
    เขียนเรื่องนี้ เพื่อบอกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดความชัดเจนว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น แค่ไหนและอย่างไร จึงจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีไม่เกินร้อยละ ๐.๒ อันเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายเสียแต่แรก
    เมื่อจะยกเครื่องภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก็ต้องให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและเป็นธรรมกับประชาชนอย่างแท้จริง


ข้อความ บทความ และภาพ ใน 'www.econnews.org'  เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอีคอนนิวส์ จำกัด ติดต่อผู้จัดทำ econnews@econnews.org
  • ปัญหากฎหมายภาษีที่ดินใหม่
  • อนาคตไฟฟ้าไทยฝากไว้กับแหล่งก๊าซ ที่ใกล้หมดสัมปทาน
  • ศูนย์ปาหี่
  • คนไทย 'แก่' ก่อนรวย
            รัฐไม่มี 'องค์ความรู้' รับมือสังคมสูงอายุ
  • สร้าง 'ภาคีอาหารไทย' รวมพลังแข่งขันในตลาดโลก
  • จับตา 'โซลาร์' ดาวรุ่งพลังงานทดแทน
  • 'พร้อมเพย์' บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ
  • ดัน SMEs สู่อุตสาหกรรม ๔.๐
  • ก.ล.ต. เตรียมประกาศหลักการลงโทษฟ้องคดีทางแพ่ง
  • การทุบหม้อข้าวของครอบครัวจุฑานุกาล
  • จากฟ้าสู่ดิน: สัญลักษณ์ ๗๐ ปี ครองราชย์
  • อีคอนนิวส์ ฉบับ 588 ประจำเดือนมิถุนายน 2559
บรรยงค์ สุวรรณผ่อง
  ฉบับปี 2555  Click
  ฉบับปี 2556  Click
  ฉบับปี 2557  Click
  ฉบับปี 2558  Click